watthewabut

อายตนะ 6 และหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง
   1. อายตนะ 6 อายตนะ 6 คือ อายตนะภายใน หรือรูปภายในของสฬายตนะ ได้แก่จักษุ (ตา)โสต (หู)ฆานะ (จมูก)ชิวหา (ลิ้น)กายมนะ (ใจ) เมื่อบุคคลรู้ชัดซึ่ง อายตนะ 6 เหตุเกิดแห่งอายตนะ 6 ความดับแห่งอายตนะ 6 ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอายตนะ 6 แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิอายตนะ 6 เป็นไฉนได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจเหตุเกิดแห่งอายตนะ 6 อายตนะ 6 ย่อมมี เพราะ นามรูปเป็นเหตุความดับแห่งอายตนะ 6อายตนะ 6 ย่อมดับ เพราะ นามรูปดับปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอายตนะ 6 คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ)เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ)เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ)พยายามชอบ (สัมมาวายามะ)ระลึกชอบ (สัมมาสติ)ตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)เมื่อบุคคลรู้ชัดซึ่งอายตนะ 6 เหตุเกิด ความดับ และปฏิปทาเช่นนี้ ย่อมละราคานุสัยบรรเทาปฏิฆานุสัยถอนทิฏฐานุสัยถอนมานานุสัยละอวิชชาทำวิชชาให้เกิดและย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน
    2. อินทรีย์ 5อินทรีย์ 5 ได้แก่จักขุนทรีย์ (ตา)โสตินทรีย์ (หู)ฆานินทรีย์ (จมูก)ชิวหินทรีย์ (ลิ้น)กายินทรีย์ (กาย)อินทรีย์ทั้ง 5 นี้มีวิสัยต่างกันมีโคจรต่างกันไม่รับรู้โคจรของกันและกันแม้อินทรีย์ทั้ง 5 จะต่างกัน แต่มี ใจ เป็นที่อาศัย และใจย่อมรับรู้วิสัยของอินทรีย์เหล่านั้นอินทรีย์ทั้ง 5 อาศัย อายุ (ชีวิตินทรีย์) ตั้งอยู่
   3. ความดับแห่งอายตนะ 6 จักษุดับ ณ ที่ใด รูปสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้นหูดับ ณ ที่ใด สัททสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้นจมูกดับ ณ ที่ใด คันธสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้นลิ้นดับ ณ ที่ใด รสสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้นกายดับ ณ ที่ใด โผฏฐัพพสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้นใจดับ ณ ที่ใด ธรรมสัญญาย่อมสิ้นไป ณ ที่นั้น
    4. ส่วนประกอบแห่งวิญญาณกรณีที่ 1 หากมีอายตนะภายใน แต่ไม่มีอายตนะภายนอกมากระทบไม่มีการกำหนดรู้วิญญาณที่เกิดจากการกระทบย่อมเกิดไม่ได้กรณีที่ 2 มีอายตนะภายในและภายนอก แต่ไม่มีการกำหนดรู้วิญญาณที่เกิดจากการกระทบย่อมเกิดไม่ได้กรณีที่ 3 มีอายตนะภายในมีอายตนะภายนอกและมีการกำหนดรู้วิญญาณที่เกิดจากการกระทบจึงเกิดขึ้นได้
  5. ผู้มีใจชุ่มด้วยกาม และผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกาม
       5.1 ผู้มีใจชุ่มด้วยกามเมื่อเห็นรูปด้วยตาฟังเสียงด้วยหูดมกลิ่นด้วยจมูกลิ้มรสด้วยลิ้นถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจย่อมน้อมใจไปในสิ่งที่น่ารักขัดเคืองในสิ่งที่ไม่น่ารักบุคคลเช่นนี้ไม่ตั้งกายคตาสติมีใจคับแคบไม่รู้ชัดเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติเมื่อมารเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ย่อมได้ช่องได้เหตุดังนั้นรูปครอบงำภิกษุเสียงครอบงำภิกษุกลิ่นครอบงำภิกษุรสครอบงำภิกษุโผฏฐัพพะครอบงำภิกษุธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุภิกษุไม่สามารถครอบงำสิ่งเหล่านั้นได้
      5.2 ผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกามเมื่อเห็นรูปฟังเสียงดมกลิ่นลิ้มรสสัมผัสโผฏฐัพพะรู้แจ้งธรรมารมณ์ย่อมไม่น้อมใจไปในสิ่งน่ารักไม่ขัดเคืองในสิ่งไม่น่ารักบุคคลเช่นนี้ตั้งกายคตาสติไว้มีใจหาประมาณมิได้รู้ชัดเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติเมื่อมารเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ย่อมไม่ได้ช่องไม่ได้เหตุดังนั้นภิกษุครอบงำรูปภิกษุครอบงำเสียงภิกษุครอบงำกลิ่นภิกษุครอบงำรสภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะภิกษุครอบงำธรรมารมณ์สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถครอบงำภิกษุได้
   6. ความพอใจรักใคร่คือเครื่องเกาะเกี่ยวจักษุและรูปจักษุไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูปรูปไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุแต่ความพอใจรักใคร่ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสอง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวหูและเสียงหูไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียงเสียงไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของหูแต่ความพอใจรักใคร่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวจมูกและกลิ่นจมูกไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกลิ่นกลิ่นไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจมูกแต่ความพอใจรักใคร่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวลิ้นและรสลิ้นไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรสรสไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของลิ้นแต่ความพอใจรักใคร่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวกายและโผฏฐัพพะกายไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะโผฏฐัพพะไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกายแต่ความพอใจรักใคร่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวใจและธรรมารมณ์ใจไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ธรรมารมณ์ไม่ได้เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจแต่ความพอใจรักใคร่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวพระพุทธเจ้าทรงพ้นจากความยึดติดพระเนตร พระโสต พระนาสิก พระชิวหา พระกาย และพระมนัสของพระผู้มีพระภาคมีอยู่พระองค์ทรงเห็นรูปด้วยพระเนตรทรงฟังเสียงด้วยพระโสตทรงสูดกลิ่นด้วยพระนาสิกทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายทรงรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแต่พระองค์ไม่มีความพอใจรักใคร่ในสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะทรงมีจิตหลุดพ้นโดยชอบแล้ว
Scroll to Top